Home  |  FAQs  |  Send Enquiries ค้นหา      Shopping cart  .  English version  

Return to Home Page

Location: Resource Center \ Coaching \ วิธีการเล่น (Tactics)
Up..
Strategy และ Tactics
5 Ball Control
5 Games Situation
Zones of Play
Phases of Play & Shot Selection
Styles of Play
 

  วิธีการเล่น (Tactics)  

นักเทนนิสเยาวชนส่วนใหญ่สามารถเล่นได้ดีในขณะซ้อม แต่ในขณะทำการแข่งขัน มักจะเล่นได้ดีไม่เท่ากับตอนซ้อม โค้ชและผู้ปกครองส่วนมากที่เฝ้าดูเด็กแข่งขัน ก็มักจะพูดว่า “ทำไมลูกนี้ไม่ตีขนานเส้น” หรือ “ทำไมลูกนี้ไม่ตามขึ้นหน้าเน็ต” หรือ “ฝ่ายตรงข้ามตีลูกบุกมาแรงขนาดนี้ ยังจะตีสวนกลับไปอีก ทำไมไม่ตีกลับไปก่อน . . .  เล่นเทนนิสเป็นหรือเปล่า” เป็นต้น

สมัยก่อนเราจะสอนนักเรียนให้มีท่าทางที่ถูกต้อง นักเรียนจะไม่ได้เล่นเซ็ทจนกว่าจะเรียน FH, BH, Serve, Volley จนครบ (หรือที่เรียกกันว่าหัด Basic) และในระหว่างที่เล่นหรือแข่งขัน ถ้าเด็กตีด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เด็กก็จะถูกเตือนหรือตำหนิ จนมีผลทำให้ผู้เล่นพะวงกับวิธีการตี (How to hit) มากกว่าการเล่น (How to play) ที่แย่ไปกว่านั้นคือเด็กอาจจะเบื่อและเลิกเล่นเทนนิสไปก่อนที่จะตีเป็น

“ . . . เล่นเทนนิสเป็นหรือเปล่า  (How to play)"  นี่เป็นประโยคที่มักจะได้ยินบ่อยครั้ง ถ้าพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว นอกจากการสอนให้เด็กตีเทนนิสด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ยังเป็นหน้าที่ของโค้ชที่จะต้องสอนเด็กให้เล่นเทนนิสให้เป็น หมายความว่า โค้ชต้องสามารถสอนให้เด็กตัดสินใจตีลูกกลับไปให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น จะต้องตีลูกกลับไปยังตำแหน่งไหน, ด้วยลูกลักษณะใด (ท็อปสปิน หรือ สไลซ์), ลักษณะลูกที่ตีไปควรเป็นลูกแบบใด (บุก หรือ ตั้งรับ) เป็นต้น โค้ชจึงควรสอนวิธีการเล่นควบคู่ไปกับเทคนิคการตี

เทคนิคการตีที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้เล่นควรต้องเรียนรู้ที่จะใช้เทคนิคการตีให้เหมาะสมกับสถานะการณ์ (Optimum Techniques) และควรระลึกเสมอว่าในขณะทำการแข่งขัน "เทคนิคที่สมบูรณ์แบบ (Perfect Techniques)"  นั้นไม่มี โค้ชไม่ควรสอนให้ผู้เล่นยึดติดกับเทคนิคการตีที่สมบูรณ์แบบ  แต่ควรสอนให้เข้าใจถึงเทคนิคการตีที่สุดสำหรับสถานะการณ์นั้น (Optimum Techniques)

ทักษะในการเล่น (Tactics - การตัดสินใจตีลูกให้ถูกต้องกับสถานะการณ์ด้วยเทคนิคที่เหมาะสม, การใช้วิธีการเล่นต่างๆ ให้เหมาะสมกับคู่ต่อสู้ หรือสภาพพื้นผิวสนาม ฯลฯ)  จึงเป็นสิ่งที่ผู้เล่นควรจะได้ฝึกหัด และเมื่อผู้เล่นได้ฝึกวิธีการเล่นจนชำนาญแล้ว เขาจะรู้ได้ทันทีว่าสถานะการณ์ใดจะเกิดขึ้น และจะต้องแก้ปัญหานั้นอย่างไร

ดังนั้นโค้ชควรให้ผู้เล่นฝึกซ้อมให้มีความชำนาญใน Tactics ต่างๆ สำหรับเกมทั้ง 5 สถานะการณ์ คือ
- Serve
- Return Serve
- Rally หรือ Baseline to Baseline
- Approach และ Volley
- Passing Shot

ที่สำคัญคือ โค้ชจะต้องชี้ให้ผู้เล่นเห็นว่าในแต่ละ Tactic นั้น จะต้องใช้เทคนิคการตีอะไรบ้าง เช่น เมื่อฝ่ายตรงข้ามตีลูกมาสั้น บริเวณเส้นเสิร์ฟ และลูกนั้นกระดอนต่ำกว่าเน็ต เราควรตัดสินใจใช้ลูก Slice Backhand ตีลูกนำ (Approach) และตามขึ้นเล่นวอลเล่ย์หน้าเน็ต  เพราะฉะนั้นผู้เล่นต้องตีลูก Backhand Slice และลูกวอลเล่ย์ด้วยกริ๊ป Continental ให้ชำนาญ เป็นต้น

ลักษณะนี้เราเรียกว่า Tactics Leads Techniques หรือ Functions Leads Forms ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นเข้าใจถึงสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถตัดสินใจเลือกตีลูกได้อย่างเหมาะสม (Proper Shot Selection)




การพัฒนาวิธีการเล่น   (Tactics)


 สำหรับมือใหม่ (Beginners)    วิธีการเล่นพื้นฐานที่ควรรู้คือ
 
ความแน่นอน  (Consistency) เป็นพื้นฐานการเล่นของเทนนิสทุกระดับ เพราะแต้มที่เกิดขึ้นเกิดจากการตีที่ไม่แน่นอน ตีเสียเองเป็นส่วนใหญ่

ความสูงของลูกบอล (Height)  การตีลูกบอลสูงจะทำให้ลูกบอลข้ามตาข่าย ไม่ติดเน็ตและเสียแต้มเองง่ายๆ นอกจากนี้ยังทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องอยู่ท้ายคอร์ท

ทิศทาง (Direction) การวางลูกไปยังทิศทางและตำแหน่งต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องใช้สำหรับนักเทนนิสทุกระดับ ผู้เล่นควรจะ
- สามารถบังคับลูกบอลไปยังทิศทางและตำแหน่งที่ต้องการ
- สามารถบังคับลูกบอลกลับไปยังด้านตรงข้าม ในทิศทางและตำแหน่งเดิม
- สามารถเปลี่ยนทิศทางลูกบอล เช่น ตีลูกบอลไปยังด้านโฟร์แฮนด์ และด้านแบคแฮนด์ ของฝ่ายตรงข้าม
- สามารถบังคับลูกบอลไปยังด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ตีไปยังด้านแบคแฮนด์อย่างเดียว 4 ลูกติดต่อกัน
- สามารถตี "Counter-Step" ได้ - ตีลูกบอลไปด้านโฟร์แฮนด์ 1 ครั้ง และไปยังด้านแบคแฮนด์ 2 ครั้งติดต่อกัน

ความลึกของลูกบอล (Depth) เป็นเรื่องสุดท้ายในการพัฒนาวิธีการเล่นที่ผู้เล่นในระดับนี้ต้องฝึกหัดให้ชำนาญ การตีลูกให้ลึกจะทำให้คู่ต่อสู้ต้องอยู่หลังเส้นท้ายคอร์ท และไม่มีโอกาสบุกเข้ามาทำแต้ม


 สำหรับระดับกลาง (Intermediate)    ควรฝึกวิธีการเล่นที่เป็นรูปแบบ (Series of Basic Tactical Patterns) และ

กำลัง (Power) ผู้เล่นในระดับนี้ควรตีลูกให้แน่นอนและแรง การตีลูกให้แรงเป็นเทคนิค และผู้เล่นต้องรู้จักตีลูกด้วยความแรงที่เหมาะสมกับสถานะการณ์ (วิธีการเล่น) การตีลูกให้แรงเพื่อ:
- ทำให้คู่ต่อสู้มีเวลาน้อยลง
- เพื่อจู่โจมคู่ต่อสู้
- เพื่อตีลูกทำแต้ม (Winner Shot)
- เพื่อเปลี่ยนจังหวะการเล่น
อย่างไรก็ตาม โค้ชต้องฝึกให้ผู้เล่นเข้าใจถึง "ความแรง vs ความแน่นอน" เพราะฉะนั้นเมื่อผู้เล่นอยู่ในสถานะการณ์ที่คับขันหรือเป็นฝ่ายรับ เราไม่ควรตีลูกให้แรงเกินไปจนเสียความแน่นอน

ความหมุน (Spin) ผู้เล่นควรระลึกเสมอว่า Spin = Control เมื่อเราตีลูกบอลให้แรงขึ้น เราควรใส่สปินเข้าไปด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตีโต้ (Rally) ผู้เล่นควรรู้จักใช้สปินเพื่อ
- ควบคุมกำลัง ทำให้เกิดความแน่นอน
- เปลี่ยนจังหวะการเล่น
- สร้างความหลายหลากในการเล่น

โค้ชควรสอนให้ผู้เล่นตีได้ทั้งลูก Topspin และ Slice (Underspin) และสามารถนำไปใช้ได้เหมาะสมกับสถานะการณ์
- ใช้ลูก topspin กับลูกสูง
- ใช้ลูก Topspin กับลูกต่ำที่ง่าย
- ใช้ลูก Slice กับลูกต่ำที่ยาก
- ใช้ลูกออก Flat กับลูกที่สูงระดับไหล่

"อ่านเรื่อง 5 Ball Control เพิ่มเติม"

จังหวะ (Rhythm/Pace)  เป็นความสามารถในการควบคุมจังหวะในการเล่น ผู้เล่นต้องรู้จักวิธีการควบคุมจังหวะในขณะที่ตีโต้ (Rally)  โค้ชต้องสอนให้ผู้เล่นรู้จักใช้จังหวะในการเล่นให้ถูกต้อง
- รู้จักควบคุมจังหวะในขณะตีโต้
- รู้จักเปลี่ยนจังหวะเมื่อมีการตีโต้นานๆ
- รู้จักรักษาจังหวะกาเล่นที่สม่ำเสมอ เมื่อเล่นกับผู้เล่นแบบทั่วสนาม (All Court Game Style)
- รู้จักใช้ความแรง, ความหมุน, ความสูง และความลึกของลูก เพื่อเปลี่ยนจังหวะการเล่น

ความหลากหลาย (Variety)  เมื่อผู้เล่นรู้จักวิธีการเล่นขั้นพื้นฐานดังกล่าวแล้ว ผู้เล่นเหล่านั้นต้องมีความสามารถที่จะผสมผสานวิธีการเล่นต่างๆ เข้าด้วยกัน  เพื่อให้ผู้เล่นมีรูปแบบการเล่นที่สมบูรณ์แบบให้มากที่สุด ซึ่งในการฝึกซ้อม โค้ชอาจตีโต้กับผู้เล่น และกำหนดให้ผู้เล่นตีสโตรคต่างๆ ไม่ให้ซ้ำกัน เช่น ลูกแรกเป็นลูกแบคแฮนด์สไลซ์ ลูกต่อไปควรเป็นแบคแฮนด์ท็อปสปิน และลูกต่อไปอาจจะเป็นลูกท้อปสปินกระดอนสูงหรือลูกหยอดก็ได้ เป็นต้น

รูปแบบการเล่นขั้นพื้นฐาน (Basic  Tactical Patterns) ในขั้นนี้โค้ชต้องฝึกรูปแบบการเล่นต่างๆ ให้ผู้เล่น ซึ่งแบ่งเป็น
- รูปแบบสำหรับการใช้สโตรคต่างๆ (Pattern for Shot Use)
- รูปแบบการเล่นตามลักษณะสนาม (Pattern  for Court Geometry)
- รูปแบบในการเล่นแต้ม (Pattern for Point Play)


 สำหรับระดับก้าวหน้า (Advanced)    ควรเริ่มฝึกรูปแบบการเล่น (Style of Play) ที่เหมาะสมกับผู้เล่น และ

การคาดการ (Anticipation)  เป็นการใช้ข้อมูลต่างๆ ของฝ่ายตรงข้าม รวมกับประสบการณ์ในการเล่นของเรา ทำให้เราสามารถคาดการได้ว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังจะทำลูกอะไร ทำให้เราสามารถเตรียมตัวได้ทันต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น โค้ชควรสอนให้ผู้เล่นสังเกตข้อมูลของคู่ต่อสู้ เช่นเทคนิคและนิสัยการตี, วิธีการเคลื่อนที่, หรือลักษณะท่าทางของฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น

การเล่นแบบไม่เสี่ยง (Percentage Play)  โค้ชควรสอนให้ผู้เล่นเข้าใจว่าการเล่นแบบไม่เสี่ยงคือการเล่นด้วยลูกที่ผู้เล่นถนัด  หรือเน้นตีลูกไปยังด้านที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ถนัดหรือเป็นจุดอ่อน  ซี่งผู้เล่นต้องเข้าใจถึงลักษณะของสนาม (Court Geometry) และสถานะการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วย

การตัดสินใจเลือกตีลูกให้เหมาะสมกับสถานะการณ์ (Shot Selection)  ความสามารถในการเลือกใช้เทคนิคต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพ (ร่างกายและจิตใจ) ของเรา, คู่ต่อสู้ และสถานะการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้นโค้ชต้องมั่นใจว่าผู้เล่นมีความเชี่ยวชาญในเทคนิคต่างๆ เป็นอย่างดี และขั้นตอนในการฝึกการตัดสินใจมีดังนี้
-  การสังเกต (Observation)
-  การเลือกใช้ shot ต่างๆ
-  การวิเคราะห์หลังการตี (Post Shot Analysis)
-  การให้ข้อมูลย้อนกลับให้ผู้เล่น (Feedback)

การวิเคราะห์เกมการเล่น (Match Analysis)  เป็นความสามารถในการวางแผนการเล่นล่วงหน้า และสามารถนำไปปฏิบัติได้ และได้ผลตามที่กำหนดไว้ โค้ชอาจจะต้องใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น วีดีโอ, กระดาน, หรือ อื่นๆ เพื่ออธิบายให้ผู้เล่นรู้ว่าแผนการเล่นคืออะไร และผู้เล่นต้องปฏิบัติอย่างไร การวิเคราะห์การเล่นสามารถพัฒนาได้จากการฝึกซ้อมสถานะการณ์ต่างๆ และการสังเกตการแข่งขันต่างๆ ให้บ่อยๆ

รูปแบบการเล่นของแต่ละคน (Personal Style of Play)  โค้ชควรพัฒนารูปแบบการเล่น ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคนิคการตี, สภาพร่างกาย, สภาพจิตใจ  และนิสัยของผู้เล่นแต่ละคน ในปัจจุบันรูปแบบการเล่นที่นิยมมี
-  Serve/Volley, Net Rusher
-  Aggressive Baseliner, Good Returner
-  Counter Puncher
-  All Round Court

"อ่านเรื่องรูปแบบการเล่น (Styles of Play) เพิ่มเติม"

การปรับวิธีการเล่นให้เหมาะกับสถานะการณ์ (Adaptation to Different Situation)  เป็นความสามารถในการปรับวิธีการเล่นของตนเองให้เหมาะสมกับวิธีการเล่นของฝ่ายตรงข้าม หรือสถานะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด หรือสภาพแวดล้อม เช่น พื้นผิวสนาม, อุณหภูมิ หรือ ลม เป็นต้น




 

Contact Us
Pyramid Tennis Academy