Web Site ที่มีข้อมูลนักเทนนิสไทยมากที่สุด |  | ผู้บริหาร, นโยบาย, สโมสรเครือสมาชิก |  | | |
|
 |
| งานวิจัยใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมของวัยรุ่น |
| Dated: 3 Jun 2004 |
การที่เด็กวัยรุ่นมีพฤติกรรมแปลก ๆ แต่เดิมนั้นทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองและวงการแพทย์ มักจะโทษฮอร์โมนในร่างกาย แต่ในปัจจุบันนี้ งานวิจัยใหม่ ๆ ได้พบว่า สาเหตุที่แท้จริงของพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น ก้าวร้าวรุนแรง หรือหน้าตาบึ้งตึง ไม่เป็นมิตร ไม่พูดกับใคร เอาแต่ใจตนเอง ทำแต่สิ่งโง่ ๆ ตลอดช่วงวัยรุ่นนั้น ไม่ได้มีสาเหตุจากฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากสมองด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทคิดว่าสมองของมนุษย์เราหยุดการพัฒนาตั้งแต่ในวัยเด็ก เมื่อเด็กอายุได้ 6 ขวบ สมองจะพัฒนาโครงสร้างไปได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของสมองผู้ใหญ่แล้ว และงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ล้วนมีพื้นฐานจากการสแกนสมองของทารก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสร้างการเกี่ยวพันของประสาทในอัตราที่สูงมากในช่วงที่เกิดจนถึง 3 ขวบ แต่การศึกษาใหม่ค้นพบว่าสมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงที่ 2 ด้วย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าวัยรุ่นไปจนถึงอายุ 20 ต้น ๆ (มากที่สุดราวอายุ 11 สำหรับเด็กหญิง และ 12 ½ ปี สำหรับเด็กชาย) ด๊อกเตอร์ลินดา สเปียร์, Ph.D.ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน ในกรุงนิวยอร์ค กล่าวว่า ในวัยนี้สมองมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าวัยอื่น ๆ ยกเว้นในช่วงที่เกิดเท่านั้น
เส้นประสาทมีการเชื่อมต่อใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงวัยรุ่น รวมไปถึงส่วนสีเทา (Gray Matter) ซึ่งมีส่วนที่ใช้คิดหาเหตุผล นอกจากนี้สมองยังสร้างรูปร่างของตนเองขึ้นมาใหม่ โดยมีการเชื่อมต่อของประสาทซึ่งไม่มีไขมันในอัตรา 30,000 ครั้งต่อวินาที สเปียร์กล่าว ทำให้สมองมีไขมันน้อยลง และเลวร้ายขึ้น
สิ่งเร้าทั้งหลายทำให้ความคิดด้วยเหตุผลเปลี่ยนไปเป็นพัก ๆ
การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในสมองส่วน prefrontal cortex ซึ่งอยู่ถัดเข้ามาจากศีรษะส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนทำหน้าที่แสดงความคิด ส่วนตัว ทำให้สามารถใช้ตรรกะ, ตัดสินใจ, และประเมินความเสี่ยง ซึ่งบริเวณที่ทำหน้าที่ตัดสินใจของวัยรุ่นนี้ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา นักวิจัยพบว่า แม้ในผู้ที่มีการตัดสินใจที่ดี ก็ยังมีการตัดสินใจที่ล้มเหลวเป็นพัก ๆ เมื่อมีสิ่งกระตุ้นมาก ๆ อารมณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสุข,ความโกรธ, หรืออิจฉา ซึ่งวัยรุ่นมักจะประสบ จะไปมีอำนาจเหนือการใช้เหตุผล ทำให้คนฉลาดคนหนึ่งกลายเป็นคนโง่ได้ทันที
ความจริงนั้นอยู่ที่ว่าการทำงานของ สมองที่ทำการคิด มีผลต่อความสามารถของวัยรุ่นในการประเมินผลและตอบสนองอย่างเหมาะสมกับอารมณ์ของวัยรุ่นคนอื่น ๆ และของตัวเองด้วย ในการศึกษาที่โรงพยาบาลแม็คลีน ในเมืองเบลมอนท์ มลรัฐแมสซาชูเซ็ทส์ พบว่า วัยรุ่นมีการอ่านสีหน้าของคนอื่นแตกต่างกันไป และมีความถูกต้องน้อยกว่าการอ่านของผู้ใหญ่มาก เมื่อนักวิจัยให้กลุ่มวัยรุ่น (อายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปี) มองภาพใบหน้าต่าง ๆ ซึ่งแสดงความหวาดกลัวออกมา หลายคนโดยเฉพาะเด็กที่อายุอ่อนกว่าในกลุ่มจะอ่านผิดและบอกว่าใบหน้าของคนที่แปลกใจ, โกรธ, หรือสับสน (ในการศึกษาทำนองเดียวกันนี้ ผู้ใหญ่จะสามารถบอกได้อย่างถูกต้องว่าใบหน้าเหล่านี้แสดงความ หวาดกลัว ได้ทุกครั้ง) ขณะที่วัยรุ่นกำลังมองภาพเหล่านี้นั้น ผลของ MRI สแกนของสมองแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมในส่วน amygdala (ส่วนของสมองที่ควบคุมการตอบสนองอย่างฉับพลัน ทำให้มีการตอบสนองอย่างไม่ได้ยั้งคิด) ที่มีมากขึ้น แต่ในผู้ใหญ่นั้นจะมีกิจกรรมในส่วน frontal cortex ในขณะที่ดูรูปภาพเดียวกัน ซึ่งทำให้สามารถแยกแยะการแสดงออกของใบหน้าเหล่านั้นได้ดีกว่า
สมองของบุตรวัยรุ่นของคุณกำลังพัฒนาใหม่ ในขณะเดียวกันสังคมสมัยใหม่ก็ยื่นอาวุธแห่งความตายให้หลายอย่าง ทั้งรถยนต์, สุรา, บุหรี่, ยาเสพติด, ปืน จากสถิติจากศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่า เด็กที่อายุระหว่าง 15 ถึง 19 ปี มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตมากกว่าปกติถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กอายุ 10 ถึง 14 ปี จากสาเหตุต่อไปนี้ คือ อุบัติเหตุ, ฆาตกรรม, ฆ่าตัวตาย, และยาเสพติด
และความเสี่ยงในปัจจุบันที่เป็นปัญหาหนักอกหนักใจให้แก่พ่อแม่ได้แก่ 78 เปอร์เซ็นต์ของเด็กมัธยมปลายจะลองดื่มแอลกอฮอล์ และมากกว่า 5 ล้านคน จะดื่มสุราอย่างน้อยเดือนละครั้ง อายุเฉลี่ยของการเริ่มดื่มสุราคือ 14 ปี จากรายงานขององค์กรรณรงค์เพื่อป้องกันการมีครรภ์ในวัยรุ่น (National Campaign to Prevent Teen Pregnancy) ระบุว่า หนึ่งในห้าของเด็กจะมีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุได้ 15 ปี และหลายคนไม่เข้าใจถึงความเสี่ยงต่อโรคเอดส์ (ดังนั้นจึงอาจไม่ได้ป้องกันอะไรไว้ก่อนเลย) ราว 58 เปอร์เซ็นต์ของเด็กวัยรุ่นชายไม่คาดเข็มขัดนิรภัยระหว่างอยู่ในรถยนต์ ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาผู้ที่มีใบขับขี่
ในวันที่เด็กวัยรุ่นได้รับใบขับขี่นั้น ล้วนเป็นวันที่เต็มไปด้วยอันตราย วัยรุ่นที่สามารถขับรถยนต์ได้ก็หมายความว่ามีอิสระใหม่จากพ่อแม่ การเฝ้ามองดูลูกของคุณขับออกไปตามลำพังในวันแรกเป็นสิ่งที่น่ากลัว มีข้อแนะนำต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยของเขาดังต่อไปนี้
- อย่าซื้อรถให้เขา ชอน แม็คลอว์ริน หัวหน้าฝ่ายของ National Highway Traffic Safety Administration กล่าวว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณจะทำได้คือ ให้รถแก่วัยรุ่น เขากล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กวัยรุ่นต้องมีส่วนรับผิดชอบในด้านค่าใช้จ่ายของรถนั้นด้วย ไม่เพียงแต่เด็กจะต้องจ่ายค่าบำรุงเท่านั้น แต่ก็ควรจ่ายค่าประกันด้วย แม็คลอว์ริน กล่าวว่า หากเกิดการชนขึ้นมา เขาจะได้ตระหนักถึงผลที่ได้รับ ด๊อกเตอร์ อัลแลน วิลเลียมส์, Ph.D. นักจิตวิทยาสังคมและผู้เชี่ยวชาญเรื่องการขับขี่ของวัยรุ่นของสถาบัน Insurance Institute for Highway Safety (IIHS) แนะว่า หากคุณวางแผนที่จะช่วยซื้อรถให้ลูก ต้องแน่ใจว่าจะซื้อรถที่ใหม่และน่าเบื่อให้ การให้รถสปอร์ตหรือมีปัญหาถกเถียงกันในเรื่องความปลอดภัย อย่างเช่นรถ SUV (Sport Utility Vehicle- คือรถประเภทโฟร์วีลในบ้านเรา แต่ไม่ใช่รถกระบะ ที่มีความสูงและโคลงเคลงได้ง่าย-ผู้แปล) ซึ่งอาจพลิกคว่ำได้ง่าย จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้
- ยืนยันให้ขับรถคนเดียวในปีแรก สำหรับนักขับมือใหม่แล้ว อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งทำให้วัยรุ่นเป็นนักขับที่อันตรายที่สุดบนถนน แต่อัตราการเกิดอุบัติเหตุจะมีมากขึ้นเมื่อมีวัยรุ่นคนอื่น (โดยเฉพาะเด็กชาย) เป็นผู้โดยสารด้วย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทมเปิ้ลพบว่า เมื่อวัยรุ่นนำเพื่อนมากระตุ้นในเกมส์การขับรถแล้ว ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า IIHS ระบุว่า ถ้าพูดกันในความเป็นจริงแล้วก็คือ การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตจะมีสูงขึ้น 5 เท่า เมื่อมีวัยรุ่นชาย 3 คน นั่งอยู่ในรถเมื่อเปรียบเทียบกับการขับรถเพียงคนเดียว
- จัดเคอร์ฟิวไว้ที่เวลา 22.00 นาฬิกา ข้อมูลของ IIHS ระบุว่า อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีวัยรุ่นเกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นสูงสุดในช่วงระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึง เที่ยงคืน
- เข้มงวดกับการรัดเข็มขัดนิรภัย แม้ว่าวัยรุ่นจะเพิ่งผ่านการอบรมจราจรมาหมาด ๆ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะไม่รัดเข็ดขัดนิรภัยสูงกว่านักขับวัยอื่น ๆ แม็คลอว์ริน กล่าวว่า วัยรุ่น 60% ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยเมื่ออยู่บนถนนหลวง ทำไมหรือ? ก็ไม่ทราบ-อาจเป็นเพราะนั่นเป็นการแสดงความกล้าออกมา ประเภทที่ว่า ฉันจะไม่รัดเข็มขัดเพราะผู้ใหญ่ต้องการให้ฉันทำหรอก เขาคาด หากคุณจับได้ว่าลูกวัยรุ่นของคุณหรือผู้โดยสารคนใดคนหนึ่งไม่รัดเข็มขัดนิรภัยต่อหน้าต่อตา ไม่ต้องกลัวที่จะต้องแสดงบทเป็นตัวร้ายโดยการยึดกุญแจรถทันที
ผู้ปกครองจะเป็นผู้ที่หวาดกลัวที่สุดเกี่ยวกับบุตรวัยรุ่น แต่ก็ยังมีความหวังอยู่บ้าง คือ เด็กส่วนมากไม่เพียงแต่จะอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังเติบโตต่อต่อไป ด๊อกเตอร์ อลิซาเบธ คอฟแมน, Ph.D. นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยพิตสเบิร์ก กล่าวว่า เมื่ออายุราว 16 ถึง 17 ปี อารมณ์ของวัยรุ่นจะเริ่มเติบโตเต็มวัย (ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดจากสมองโตเต็มที่หรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังศึกษากันอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น) วันรุ่นที่อายุมากกว่ามีการควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น สเปียร์ประมาณว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของเด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์นั้น บางคนก็ไม่มีความสุข บางคนก็มีปัญหารุนแรง เช่นใช้ยาเสพติด, ซึมเศร้า, ประสาทหลอน แต่ก็อาจแก้ปัญหาได้ในภายหลังเช่นกัน
นอกจากนี้ แม้ความคิดของวัยรุ่นจะผิวเผินมาก แต่ชีวิตส่วนนี้ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน คนหนุ่มสาวเรียนรู้ (และเชี่ยวชาญ) ทั้งทางกีฬา, งานอดิเรก, ความสนใจต่าง ๆ ,และความหลงใหล และก้าวเดินไปในการศึกษาได้อย่างมากมาย ต่อไปนี้จะเป็นวิธีการ 12 อย่าง ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อป้องกันและดูแลบุตรชายและบุตรสาววัยรุ่นในขณะที่ร่างกายและสมองกำลังเติบโตไล่กันได้ทัน
- จงเข้มแข็งและยืนอยู่ข้างเด็ก ผู้ปกครองหลายคนต้องเผชิญกับเด็กที่ไม่ยอมพูดด้วย จงถอยออกมาก่อน รอจนถึงเวลาที่เขาต้องการมากที่สุด ด๊อกเตอร์ ลอเรนซ์ สไตน์เบิร์ก, Ph.D. ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเทมเปิ้ล กล่าวว่า อันที่จริงแล้ว วัยรุ่นในปัจจุบันต้องการพึ่งพาผู้ปกครองมากกว่าที่เคยเป็น พวกเขาต้องเผชิญกับทางเลือกมากมาย (ฉันจะเรียนอาชีวะหรือเข้ามหาวิทยาลัยดี? จะเล่นกีฬาหรือทำงาน? จะมีเพศสัมพันธ์หรืออดใจไว้ก่อน?) ที่ไม่สามารถผ่านพ้นไปได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเพียงพอจากผู้ปกครองที่อาจจะเกิดจากการหย่าร้าง, ตารางการทำงาน, และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ลดลงไป การรักษาความใกล้ชิดกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ผู้ปกครองมักจะพูดว่าเวลาคุยกันแล้วก็มักจะกลายเป็นการโต้เถียงเสมอ จงหนักแน่นเข้าไว้เวลาคุยกันในเรื่องที่เด็กสนใจมากที่สุด (และหากคุณกลัวจะว่าจะเป็นตัวร้ายในสายตาลูก ก็คอยเตือนตัวเองไว้ว่าเรื่องที่พูดนี้สำคัญที่สุดสำหรับลูก) การพูดคุยที่มีการขัดแย้งน้อยที่สุดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด พยายามหาโอกาสนั้น
- รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน จากการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ จาก Center on Addiction and Substance Abuse มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า วัยรุ่นที่รับประทานอาหารเย็นร่วมกับครอบครัวสัปดาห์ละ 6 ถึง 7 วัน มีแนวโน้มที่จะติดยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์น้อยกว่าถึงเกือบครึ่งหนึ่งทีเดียวเมื่อเทียบกับวัยรุ่นที่รับประทานอาหารเย็นด้วยเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งหรือน้อยกว่า
- ปล่อยให้เขานอนหลับ การศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยบราวน์แสดงให้เห็นว่า วัยรุ่นหลายคนในสหรัฐ ฯ เกือบจะนอนไม่เพียงพอ ในขณะที่วัยรุ่นโดยเฉลี่ยนอนหลับราวคืนละ 7 ชั่วโมง แต่เขากลับต้องการนอนถึง 9 ¼ ชั่วโมง และหากไม่สามารถนอนหลับในระดับลึกได้เป็นอย่างดีแล้ว วัยรุ่นก็จะมีการเรียนรู้ที่ไม่ดี มันเหมือนกับเป็นตลกร้ายที่ว่านาฬิกาชีวภาพซึ่งคอยควบคุมการนอนหลับ กลับผลักดันให้วัยรุ่นตื่นในตอนดึก แต่ไม่ได้ช่วยให้ตื่นขึ้นในตอนเช้า ตัวอย่างเช่น เมลาโตนิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ช่วยในการนอนหลับจะเข้ามาทำงานในราว 4 ทุ่มครึ่ง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมวัยรุ่นจึงอยากจะที่จะคุยกับเพื่อน ๆ หรือเริ่มทำการบ้านในขณะที่พ่อแม่จะเข้านอนอยู่แล้ว (ซึ่งสิ่งนี้จะเปลี่ยนไปเมื่อเริ่มโตเต็มวัย) ให้คอยดมดูว่าเด็กสูบบุหรี่ด้วยหรือไม่ เพราะนอกจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แล้ว นิโคตินยังไปรบกวนการนอนหลับของวัยรุ่นด้วย
- หาความตื่นเต้นที่ปลอดภัยให้แก่เขา ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การผจญภัย โดยเฉพาะการทำเป็นกลุ่มร่วมกัน เป็นสิ่งที่เร้าใจสำหรับเขาอย่าไปขัดขืน ให้สนองความต้องการของเด็กที่อยากผจญภัยโดยการแนะนำที่ถูกต้องแทนที่จะปล่อยให้ไปแข่งรถบนทางหลวง การดำน้ำ, ไต่เขา, ขี่จักรยานเสือภูเขา, เล่นสกี, สโนว์บอร์ด และวินด์เซิร์ฟ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมที่จะสนองต่อความต้องการ ในขณะเดียวกันก็จะสอนให้รู้จักการตัดสินใจที่ดี วัยรุ่นที่อายุมากขึ้นอาจเข้าร่วมกลุ่มนักผจญเพลิงรุ่นเล็กหรือเป็นอาสาสมัครให้แก่หน่วยพยาบาลในชุมชนก็ได้
- เรียนสิ่งที่อยู่นอกเหนือหลักสูตร โดยทั่วไปแล้ว แต่ละวันวัยรุ่นจะมีเวลาส่วนตัวราว 40 เปอร์เซ็นต์ และนักวิจัยพบความเกี่ยวกันอย่างสูงระหว่างการมีเวลาว่างมากกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควร, การใช้ยาเสพติด, ดื่มสุรา และกระทำตัวเหลวแหลก ในทางกลับกันเด็กที่มักจะเข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตรบ่อย ๆ จะมีความสามารถในการสื่อสารดีกว่า, มีปัญหาทางจิตใจน้อยกว่า, มีการใช้ยาเสพติดและติดสุราน้อยลง แล้วมีส่วนร่วมในความรุนแรงน้อย เด็กเหล่านี้ยังพบความสำเร็จในการศึกษามากขึ้นด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดตารางในการทำกิจกรรมไปเสียทุกนาที รายงานจาก Department of Health and Human service ของสหรัฐฯ ระบุว่า เพียงแค่เข้าร่วมในกิจกรรมนอกเหนือหลักสูตรเพียงสัปดาห์ละ 1 ถึง 4 ชั่วโมง ก็ทำให้แนวโน้มที่จะติดยาเสพติดลดลง 49% และแนวโน้มที่จะกลายเป็นพ่อแม่ในวัยเด็กลดลง 37% การร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกีฬา จะช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อพฤติกรรมทั้งในเด็กหญิงและชายได้เป็นอย่างดี การศึกษาหลายครั้งแสดงให้เห็นว่า เด็กวัยรุ่นที่ออกกำลังกายด้วยตนเองมีแนวโน้มที่จะใช้ยาเสพติดหรือไปมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
- พูดคุยกันถึงความเสี่ยงที่แท้จริงของการดื่มสุรา วัยรุ่นกับสุรามักเป็นของคู่กันที่แย่อยู่เสมอ วัยรุ่นที่ดื่มสุราจะทำสิ่งที่ไม่ยั้งคิด และการได้รับแอลกอฮอล์ในวัยเด็กก็เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคพิษสุนัขเรื้อรัง(จากการศึกษาในวารสาร Journal of Substance Abuse ระบุว่า เด็กที่เริ่มดื่มสุราก่อนอายุ 15 ปี มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มจนอายุได้ 21 ปี อยู่ถึง 4 เท่า) แต่ปัจจุบัน นักวิจัยได้ตระหนักเพิ่มเติมถึงความเสี่ยงที่มากกว่านี้ คือ วัยรุ่นที่ทดลองดื่มสุรา มักมีความเสียหายอย่างถาวร เกิดขึ้นกับส่วนต่าง ๆ ในสมองที่ควบคุมความจำ และมีปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการแก้ปัญหาต่าง ๆ งานวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐคาลิฟอร์เนีย ในเมืองซานดิเอโก้พบว่า วัยรุ่นที่อายุระหว่าง 15 ถึง 17 ปี ที่มีประวัติการดื่มมาแล้ว 100 ครั้งจะ มีการวางแผนการน้อยกว่าเมื่อได้ความรู้ใหม่ๆเข้ามา และจดจำข้อมูลได้น้อยลง แล้วยังมีสมาธิต่ำ และการสแกนด้วย MRI พบว่ามีการทำงานของความจำน้อยด้วย นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยดุ๊กได้ทำการทดลองกับสัตว์ทดลอง และพบว่า สมองส่วน hippocampus ซึ่งเป็นสมองที่ควบคุมอารมณ์และความจำนั้นมีความไวต่อแอลกอฮอล์เป็นอย่างมากในช่วงวัยรุ่น และจะเกิดการหดตัวลงด้วย
- ให้เด็กได้ทำงาน เจย์แลน มอร์ทิเมอร์ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งมินเนโซต้า พบว่าเมื่อวัยรุ่นได้ทำงานหลังเลิกเรียน (คนที่ทำมากที่สุดคือสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง) จะได้รับผลดีหลายอย่างเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทำงาน รวมไปถึงการสร้างความมั่นใจ, การบริหารเวลา, ความสำเร็จในการเรียน, และเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการกับความเครียดจากงาน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ซึ่งไม่ได้เป็นเครือญาติกันมากขึ้น ทำให้เด็กได้เห็นตัวอย่างที่ดีมากขึ้น และสามารถบรรเทาความเครียดในบ้านลงได้
- คอยดูการใช้สตางค์ เด็กที่ใช้เงินมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะมีแนวโน้มว่าจะไปสูบบุหรี่ด้วยเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ยาเสพติดรวมทั้งดื่มสุราด้วย กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือวัยรุ่นเพศหญิงที่ได้รับเบี้ยเลี้ยงมากกว่าสัปดาห์ละ 50 ดอลลาร์ ให้จำกัดการใช้เงินของบุตรสาว และหากเธอทำงานหลังเลิกเรียน จงแน่ใจว่าคุณทราบจำนวนเงินที่ได้รับ และเด็กเอาไปใช้จ่ายอะไรบ้าง (บางส่วนควรใช้เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ให้อ่านในกรอบการเป็นนักขับ ในเรื่องนี้ด้วย)
- ตระหนักถึงผลของการพูดที่แสดงแต่เฉพาะแง่คิดของตัวเอง ในขณะที่เป็นการง่ายที่จะเชื่อว่าเด็กวัยรุ่นนั้นเหินห่างจากผู้ปกครอง จากการสำรวจของ Roper poll พบว่า 71% ของเด็กวัยรุ่นกล่าวว่าการชักจูงจากผู้ปกครองสามารถหยุดพวกเขาไม่ให้ดื่มแอลกอฮอล์ได้ การศึกษาอีกครั้งหนึ่งพบว่า วัยรุ่นที่มีมารดาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นมักมีแนวโน้มว่าจะไม่เชื่อฟังมากกว่าคนที่มีมารดาเก็บความเห็นของตัวเองแล้วไม่พูดออกมา นอกจากนี้ 88% ของวัยรุ่นกล่าวว่า จะเป็นการง่ายกว่ามากที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์เพียงแค่ผู้ปกครองมีความซื่อสัตว์ และเปิดใจเกี่ยวกับการพูดคุยเรื่องเพศให้มากกว่าเดิม เวลาที่นั่งในรถยนต์ด้วยกัน เป็นเวลาเหมาะที่จะเปิดการสนทนา แต่ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำว่าควรใช้เรื่องที่อยู่ในโลกของวัยรุ่นมาเป็นหัวข้อสนทนา เช่นพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าคุณคิดอย่างจริงใจอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเพศที่กล่าวถึงในเพลงฮิต หรือในละครโทรทัศน์ที่เพิ่งดูกันไปในคืนที่ผ่านมา
- คอยเตือนเรื่องการถือดี ด๊อกเตอร์ อัลแลน วิลเลี่ยมส์, Ph.D. นักจิตวิทยาสังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านการขับขี่ของวัยรุ่น จากสถาบัน Insurance Institute for Highaway Safety กล่าวว่านักจิตวิทยาระบุว่าการต่อต้านของเด็กเกี่ยวกับคำเตือนด้านสุขภาพเกิดลักษณะที่เรียกว่า cognitive ego centrism โดยกล่าวว่า เด็กจะคิดว่า สิ่งที่เลวร้ายจะเกิดกับคนอื่น แต่ไม่เกิดกับฉัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการเตือนถึงเรื่องการถือดีของเด็ก ควรจะเป็นเรื่องที่เห็นได้ในระยะสั้นหรือในทันที ซึ่งจะให้ผลในการป้องกันได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่จะทำให้ผิวเสียนะ หรือ หูดที่อวัยวะเพศเป็นสิ่งที่ขยะแขยง และ ไม่มีใครตัดชุดอุ้มท้องสำหรับงานฉลองจบการศึกษาหรอกนะ ซึ่งจะให้ผลดีกว่าคำเตือนที่บอกถึงผลระยะยาวมากกว่า
- เคารพในความเป็นส่วนตัว แต่ก็ควรทราบดีว่าจะคอยสอดแนมเมื่อไร ด๊อกเตอร์ รุธ ปีเตอร์ส, Ph.D. นักจิตวิทยาทางคลินิก และผู้แต่งหนังสือ Laying Down the Law กล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับเด็ก ๆ ก็คือความเชื่อใจกัน หมายความว่า อย่าไปยุ่งกับอีเมล์หรือไดอารี่ของวัยรุ่น และอย่าไปค้นลิ้นชักเสื้อผ้าของเด็ก หากคุณคิดว่าเด็กกำลังทำสิ่งผิดกฎหมายหรือสิ่งที่อันตรายอยู่ ให้พูดคุยกันเสียก่อน หากยังปฏิเสธและคุณมีข้อพิสูจน์หรือรู้สึกอย่างแรงว่าลูกกำลังโกหก ตอนนี้ก็เป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของคุณที่จะต้องคอยสอดส่องดู แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าบุตรวัยรุ่นของคุณกำลังสร้างปัญหาอยู่? คุณอาจดูสัญญาณได้จากอาการซึมเศร้า, มีการใช้สารระเหย, การเรียนตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด, หรืออะไรก็ตามที่บ่งชี้ว่าเด็กกำลังคิดถึงการฆ่าตัวตายอยู่ เช่น มีอาการคุกคาม, หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของความตาย, ไม่สนใจสมบัติส่วนตัว, รูปแบบการทานอาหารและการนอนเปลี่ยนไป, เลิกสนใจกับกิจกรรมที่เคยสนุกสนาน, และมีการเปลี่ยนแปลงทั้งการแต่งเนื้อแต่งตัวและพฤติกรรม
- ทำความเข้าใจว่าอะไรมีความสำคัญสำหรับเด็ก นั่นหมายถึง ทุก ๆ อย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่คุณคิดว่าไม่สลักสำคัญอะไรก็ตาม ลองนำความวุ่นวายในสมองเด็กมาคูณกับจำนวนเด็กที่มีอยู่ในโรงเรียนนั้น แล้วจะรู้ว่าโลกของเธอนั้นไม่มั่นคงเพียงไร อย่าตัดสินอะไร ๆ ให้มากเกินไป เมื่อตอนที่นักเขียนคนหนึ่งคือ ลินดา เพิร์ลสไตน์ ได้ใช้เวลาหนึ่งปีในการศึกษากลุ่มเด็กที่อยู่ในเกรด 6,7 และ 8 และเขียนลงในหนังสือ Not Much Just Chillin: The Hidden Lives of Middle Schoolers นั้น เธอต้องรู้สึกทึ่งเป็นอย่างมากที่ได้เห็นว่ากลุ่มก๊กของเด็ก ๆ จะยอมรับเด็กคนหนึ่ง หรือรังเกียจเด็กอีกคนหนึ่งได้อย่างรวดเร็วเพียงใด ตัวอย่างเช่น เธอเฝ้าดูเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่เคยเป็นที่ชื่นชมกันอยู่ กลับกลายเป็นคนที่ถูกทอดทิ้งไปในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนโดยไม่ทันได้มีสัญญาณอะไรหรือเหตุผลอะไรเลย เพิร์ลสไตน์ กล่าวว่า ดิฉันเองก็ไม่คิดว่าตัวเด็กหญิงที่ถูกกีดกันออกมานั้นจะทราบเหตุผลว่าทำไม เธอกล่าวเพิ่มเติมว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมเด็กจึงต้องทำตามอย่างเพื่อน ๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนั้นอย่างน้อยที่สุดก็ในกลุ่มของพวกเขา ว่าจะต้องใส่เสื้อแจ็คเก็ตแบบนั้น รองเท้าแบบนี้ กางเกงแบบโน้น คุณลองคิดดูว่า จะต้องใช้ความกล้าหาญมากเพียงไรสำหรับเด็กอายุ 12 ขวบ หากจะต้องการทำตัวเป็นผู้นำแฟชั่น
การเลี้ยงดูวัยรุ่นเป็นเรื่องเครียดและละเอียดอ่อน แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดแล้วก็ตาม แต่สัญญาณอันตรายต่อไปนี้จะต้องทำให้ผู้ปกครองเฝ้าระแวดระวังให้มากยิ่งขึ้น
- การสัก แม้ว่าความนิยมในการสักตัวในสหรัฐฯ จะเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ผู้ปกครองถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไร แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพเด็กฉบับหนึ่งเปิดเผยว่า รอยสักเป็นบันทึกสั้น ๆ ที่บรรดาวัยรุ่นที่มีความเสี่ยงสูงใช้กัน ในการศึกษาพบว่า 10 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 12 ถึง 18 ปี มีรอยสักแบบถาวร (เมื่อเทียบกับ 3 ถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ในประชากรทั่วไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างสูงระหว่างรอยสักกับการใช้ยาเสพติด, การตีกันในโรงเรียน วัยรุ่นที่มีรอยสักมีแนวโน้มที่จะเพศสัมพันธ์สูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีรอยสักถึง 4 เท่า
- มีเพื่อนที่คุณไม่เคยพบเห็น การลังเลที่จะพาเพื่อนใหม่มาที่บ้านเป็นการกระตุ้นความสงสัยว่ามีการใช้ยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์
- วัยรุ่นหญิงที่โตเร็ว ไม่เพียงแต่จะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเพศได้ง่าย การวิจัยบางครั้งระบุว่าการที่เด็กโตเร็วเกินวัยมีความเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย
- เด็กที่สูบบุหรี่ หากถูกจับได้ว่าเด็กสูบบุหรี่ ก็พอจะเดาได้ว่าแอลกอฮอล์ จะเป็นสิ่งต่อไป ดังนั้น ล๊อคตู้สุราของคุณไว้ให้ดี
- เด็กหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ การศึกษาของมหาวิทยาลัยเยลพบว่า ราวครึ่งหนึ่งของเด็กหญิงอายุระหว่าง 15 ถึง 17 ปี ที่เคยมีเพศสัมพันธ์มักจะละเลยต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เด็กหญิงอายุระหว่าง 15 ถึง 19 ปี เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อคลาไมเดียหรือโกโนเรียมากที่สุด หากคุณคิดว่าบุตรสาวของคุณหลับนอนกับเพื่อนชาย ช่วยทำให้เธอเข้าใจถึงความเสี่ยงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากไวรัสเอชไอวี และแนะนำถึงวิธีป้องกัน
แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง : What Was He Thinking?
โดย : Sarah Mahoney
วารสาร : Prevention ประจำเดือนมีนาคม 2004
ผู้แปล : ฉัตรตระกูล เจียจันทร์พงษ์, M.P.H.
จากหนังสือ อาหาร & สุขภาพ ปีที่ 17 ฉบับที่ 109 พ.ศ. 2547 หน้า 50-60
|
|